Facebook Engagement คือการที่มี action ใดๆ ในเพจของเรา เช่น การคลิ้ก like, comment, share, checkin, tag เพื่อนในคอมเมนต์ เป็นต้น ยอด engagement ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้น reach ให้เพจเราไปขึ้นใน News Feed การเพิ่มยอด engagement ดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฎิบัติถือว่าหินเลยทีเดียวสำหรับ digital maketeer ที่จะทำยังไงล่ะให้ audience มากดไลค์กดแชร์ post ของเราเยอะๆ

1. Post ที่ให้ความรู้ บันเทิง เป็นแรงบันดาลใจ

โพสต์ประเภทนี้แหล่ะ ที่จะช่วยเพิ่มยอด engagement เพราะมันทำให้ audience ของเรามีความสุข หรือเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการไลค์หรือแชร์ มากกว่าโพสต์ที่มุ่งเน้นไปที่การขายเพียงอย่างเดียว

17 Facebook Tactics
เพจ Jones Salad ที่สร้างคอนเทนต์ที่สนุกและเป็นประโยชน์เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

2.  ทำความรู้จักกับ Audience หรือแฟนเพจ

หมายถึงทำความเข้าใจสิ่งที่แฟนเพจหรือผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราชอบหรือต้องการที่จะเห็น ทำได้โดยการใช้ tool อย่าง Insights ที่จะรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาในเพจของเรา เป็นเรื่องสำคัญที่จะศึกษา research กลุ่มเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างคอนเทนต์ให้ตรงตามความต้องการของแฟนเพจ

3. คอนเทนต์สั้นกระชับ

รู้หรือไม่? ผู้ใช้งานเฟสบุคโดยเฉลี่ยใช้เวลาเพียงแค่ 1.7 วินาทีในการหยุดอ่านแต่ละคอนเทนต์ในหน้า News Feed และใช้เวลา 2.5 วินาทีต่อคอนเทนต์ นั่นหมายถึง เราต้องใช้เวลาให้เร็วที่สุดที่ทำผู้ใช้เกิดความสนใจ ดังนั้นคอนเทนต์ที่สั้นๆ แต่ดูมีอะไร เป็นอีกสิ่งที่ต้องพิจารณา

4. คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ

คุณภาพไม่จำเป็นต้องดูซับซ้อน ยุ่งยาก หรือแพงในทางปฎิบัติ แต่ให้เน้นไปที่ความเรียบง่าย และการใช้ธีมของสีและรูปภาพที่ทำให้จดจำได้ง่าย

nextflix5. ใช้รูปภาพ (ที่ดี)

จากสถิติของเฟสบุค โพสต์ที่มีรูปภาพจะมี engagement ที่สูงกว่าโพสต์แห้งๆ เช่น ภาพ close-up ตัวสินค้า หรือภาพลูกค้าที่ใช้บริการ เป็นต้น เราไม่จำเป็นต้องใช้กล้องหรืออุปกรณ์ราคาแพง แค่มือถือกับมุมมองทางศิลปะนิดหน่อยก็ได้รูปที่ดีแล้ว หรืออาจเลือกใช้เว็บไซต์ stock รูปภาพสวยๆ ที่ให้ใช้กันฟรีๆ เช่น pexels หรือ pixabay

6. วิดีโอ หรือ Live

ที่มากกว่ารูปภาพ ก็ Video หรือ Live สดนี่ล่ะ ที่กระตุ้นยอด engagement เป็นอย่างดี! โดยเฉพาะ ​Live ที่จะมียอด engagement มากกว่าถึง 6 เท่าของคอนเทนต์ Video ทริคของการโพสต์ประเภทวิดีโอ คือ วิดีโอแนวตั้ง เพื่อให้มีพื้นที่มากที่สุดสำหรับการดูผ่านมือถือ

7. โพสต์ที่ตั้งคำถาม

คำถามทำให้ audience อยากคอมเม้นต์ ตัวอย่างคำถาม เช่น คิดอย่างไรกับ..? เลือกระหว่างกับ….คุณชอบสิ่งไหน? คุณเห็นด้วยกับหรือไม่? เป็นต้น หรือแม้กระทั่งคำถามตรงๆ อย่างอยากให้ทางเพจนำเสนอจ้อมูลหรือโพสต์ประเภทไหน ก็ถามได้ ไม่ใช่เรื่องผิด

apple

8. เม้นต์มาเม้นต์กลับ

เมื่อมีคนมาตอบคำถาม หรือ engage กับโพสต์แล้ว พลาดไม่ได้ที่เราจะต้องตอบหรือสื่อสารกลับ ไม่ว่าจะเป็น คอมเม้นต์กลับ ใส่ direct link ไปยังข้อมูลที่ต้องการ อย่าลืมเช็ค ความรวดเร็วในการโต้ตอบของเพจหรือ responsive rate ด้วย เพราะมันช่วยบ่งชี้ว่าเราใส่ใจกับแฟนเพจแค่ไหน

9. Test ทุกสิ่งอย่าง

เฟสบุคถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้ศึกษากลุ่มเป้าหมายว่าชอบหรือต้องการสิ่งใด ได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว ยกตัวอย่าง การใช้คอนเทนต์ Video ของแบรนด์อื่นอาจได้ยอดไลค์มหาศาล แต่ของแบรนด์เรากลับพัง! ก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น ต้องทำการศึกษาและทดสอบ เปรียบเทียบประเภทหรือวิธีโพสต์ว่าแบบไหนเวิร์คกับแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่นการทำ A/B Testing เป็นต้น

10. โพสต์อย่างสม่ำเสมอและถูกเวลา

การเลือกเวลาในการโพสต์สำคัญไม่น้อย เพราะไม่ใช่ว่าเรากด Post แล้วมันจะขึ้นใน News Feed ของแฟนเพจทันที (เป็นไปตาม algorithm) ฉะนั้นควรเลือกวันและเวลาโพสต์ที่แฟนเพจออนไลน์มากที่สุด ซึ่งสามารถเช็คได้ใน Insights และทำการตั้งเวลาโพสต์ผ่าน Schedule Post  จากสถิติควรโพสต์คอนเทนต์อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์

11. สร้าง Traffic จากสื่อออนไลน์อื่นๆ

ด้วยการใส่ link ไปยังสื่อโซเชี่ยลอื่นๆ หรือลิงค์จากเว็บ อีเมลล์ รวมทั้งการเพิ่มปลั๊กอินเฟสบุคในหน้า Blog ของเว็บไซต์ให้สามารถแปะโพสบล๊อกไปยังเฟสบุคได้โดยตรง

12. สร้างกลุ่มใน Facebook

เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้แฟนเพจหรือกลุ่มเป้าหมายที่ชอบแบบเดียวกันมา engage ซึ่งกันและกันอย่างมีความหมายมากขึ้น

13. Facebook Stories

เฟสบุคเพิ่งเพิ่มฟีเจอร์ Facebook Stories เข้ามาดึงความสนใจให้แบรนด์ต่างๆ ถูกรีชได้มากขึ้นโดยปรากฎทางด้านบนสุดของ News Feed

stories

14. ใส่ปุ่ม Call-To-Action

ปุ่ม Call to Action สามารถสร้าง engagement ระหว่างผู้ใช้กับเพจได้ และมีประโยชน์ในเรื่อง Conversion สูง CTA ในเฟสบุค เช่น Book an appointment, Contact, Watch a video, Click ไปยังเว็บไซต์, Shop, Download App, Join Facebook Group เป็นต้น

15. Verified เพจตัวเอง

เฟสบุคเพจที่มี verified badge (สัญลักษณ์เครื่องหมายถูกสีฟ้า) ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มเป้าหมายในอนาคตไม่มากก็น้อย คงไม่มีใครอยากซื้อสินค้า หรือแชร์เพจที่ไม่มีการ verified หรือเพจปลอม

verification

16. เลี่ยงการเรียก Like / Share

การร้องขอให้ยูสเซอร์กด Like, Share, Vote หรือให้คอมเมนต์ เพื่อที่จะได้ยอด engagement เยอะ ซึ่งนำไปสู่ยอด reach ในหน้า News Feed นั้น ทีมงาน Facebook ถือว่าเป็น engagement baite หรือโพสต์สแปมกลายๆ นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ‘Like ถ้าคุณ…’ ‘Share ให้เพื่อน 10 คนเพื่อลุ้นรับ…’ ‘พิมพ์ YES ในคอมเมนต์หากเห็นด้วยกับ …’ ทั้งหมดนี้เหมือนจะเป็นการเล่นสนุกและสร้าง interactive กับยูสเซอร์ แต่อัลกอริธึ่มของเฟสบุคนั้นกลับมองว่าเป็นโพสต์ขยะเสียมากกว่า ส่งผลให้ ranking rate ลดลงด้วย

17.  Boost Post

สุดท้ายแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดในการให้โพสต์เราไปปรากฎใน News Feed แบบไม่ต้องพยายามเลย คือ ทำการบูสต์โพสต์ หรือใช้ Ad นั่นเองซึ่งแน่นอนย่อมเสียเงินในการซื้อ Facebook Ad

Source: Hootsuite

Photo from Feepik